Menu

แรงบันดาลใจสำคัญ

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

คำมั่นสัญญาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ทรงมีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ ทรงพระราชสมภพที่ จังหวัดนนทบุรี ณ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ในตระกูลช่างนาค และมีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 3 พระองค์ ตอนท่านพระชนมายุได้ 9 ปี ท่านได้สูญเสียพระบิดา พระมารดา และน้อง อีก 2 พระองค์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงถูกนำไปฝากในวังในเพื่อไปเป็นข้าหลวงรับใช้สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฟ้าวไลย อลงกรณ์กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ระหว่างที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ ใช้ชีวิตช่วงพระเยาว์ในรั้ววัง ได้ทรงรับการศึกษาที่ โรงเรียนสตรีวิทยา และเมื่อ ตอนพระชนมายุ 13 พรรษา ก็ไม่ประสงคืที่จะศึกษาต่อ แต่กลับมีพระประสงค์ที่จะทรงเรียนวิชาพยาบาล จึงทรงตัดสินพระทัยไปเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์หญิงและพยาบาล ที่ โรงพยาบาล ศิริราช และทรงเป็นนักศึกษาในสังกัดของกระทรวงธรรมการ และทรงสำเร็จการศึกษา โดยมีอายุน้อยที่สุด แค่ 16 ปี เป็นช่วงสำคัญที่ทางโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์หญิงและพยาบาล ของโรงพยาบาลศิริราช มีการคัดเลือกนักเรียนดีเด่น เพื่อทีจะรับทุนไปศึกษาต่อที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการคัดเลือก

อันที่ทุนการศึกษานี้มาจากความตั้งพระทัยของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ครั้งที่ท่านยังรับราชการ ท่านทรงสนพระทัยในการช่วยเหลือ ปรับปรุง กิจการแพทย์และพยาบาลไทย และเมื่อ พ.ศ.2461 ระหว่างที่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้ทรงศึกษาวิชาการแพทย์ต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ณ เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระองค์และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงพบกันเป็นครั้งแรกเพราะท่านได้ไปทำหน้าที่ต้อนรับนักเรียนที่ได้รับทุนของพระองค์ เพียงได้ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมราชชนนกก็ทรงพอพระราชหฤทัยทันที ระหว่างที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียน เอ้ดน่า ซาร่า โคล์ ที่เมืองฮาร์ทฟอร์ท  สมเด็จพระบรมราชชนกได้เส็จไปทรงเยี่ยม สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นประจำ และในปี พ.ศ.2463 พระองค์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทั้งสองพระองค์ได้มี พระราชธิดา ที่ทรงพระราชสมภพ ณ ประเทศ อังกฤษ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระราชโอรส อีกสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงพระราชสมภพ ที่ประเทศ เยอรมัน และ  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพ ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา

สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านปริญญาเอก สาขาการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด และมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ ออฟ เทคโนโลยี และในเวลาเดียวกัน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเข้ารับการศึกษาเพิ่มเติม ทางด้านวิชาการพยาบาล เคมีภัณท์ และโภชนาการ จากวิทยาลัยซิมมอนส์ และ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด อีกด้วย สมเด็จพระบรมราชชนกทรงเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ.2472 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระชนมายุเพียง 29 ปี แต่ต้องทรงรับหน้าที่ดูแลพระราชธิดาและพระราชโอรส เพียงลำพัง

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพาครอบครัวไปประทับที่ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงเลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาอย่างเรียบง่าย ทรงพระราชทานความเป็นกันเอง ทรงสอนให้ทุกพระองค์ มีความซื่อสัตย์ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และให้เกียรติผู้อื่น มีความเมตตา อดทน และยึดมั่นกับหลักศีลธรรม สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงยึดมั่นในการเป็นตัวอย่างที่ดีและปลูกฝังให้บุตรธิดาทุกพระองค์เป็นพลเมืองที่ดี

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีความประสงค์ที่จะสร้างความร่วมมือให้กับสังคมไทยในสถานะต่าง ๆ โดยทรงได้มีการริเริ่ม สมาคม ทำการฝีมือขึ้น ชื่อกลุ่ม “Sewing Circle” ซึ่งจะนัดพบปะกันระหว่างเวลาที่ลูกของตนไปโรงเรียน และใช้เวลาร่วมกันทำงานฝีมือเย็บปักถักร้อย เพื่อนำผลผลิตไปแจกคนยากจน หรือนำไปขาย เพื่อนำรายได้ไปทำบุญ และในบางโอกาสท่านจะทรงนัดพระสหายเดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อไปทรงเยี่ยมครอบครัวชาวบ้านที่อยู่ตามภูมิลำเนาที่ห่างไกลและมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก เพื่อนำของขวัญและของใช้ที่จำเป็น จากทรัพย์ส่วนพระองค์

ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า พระราชโอรสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทั้งสองพระองค์จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของไทย คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชการที่ 8 ของราชวงศ์ จักรี และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ 9 ของราชวงศ์จักรี และตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันยังประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนเป็นล้นพ้น

โครงการในพระราชดำริ

พระองค์ทรงมีพระคุณต่อปวงชนชาวไทยและทรงสนพระทัยดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นที่ห่างไกลความเจริญและทุรกันดาร ก็ยังทรงอุตสาหะเสด็จไปเยี่ยมเยียน พระองค์ทรงริ่เริ่มโครงการในพระราชูปถัมภ์เพื่อประเทศชาติ ดังเช่น

ด้านการศึกษา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงก่อตั้งและจัดสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตามที่ห่างไกลและทุรกันดาร จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ การมีโรงเรียนเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัวของตำรวจตระเวนชายแดนที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน เป็นการเพิ่มโอกาสให้ชุมชนชาวเขาและชาวอพยพได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนภาษาและวัฒนธรรมไทย รวมถึงการสร้างความผูกพันกับแผ่นดินไทย

การสาธารณสุขและการพยาบาล

พระองค์ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับทุกข์สุขของประชาชนชาวไทย และมีความห่วงใยต่อผู้เจ็บป่วยและด้อยโอกาส สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงทรงให้ความสำคัญทางด้านการแพทย์และการพยาบาล พระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่แพทย์ที่เป็นนักเรียนทุน เพื่อใช้เป็นเงินเบี้ยเลี้ยงระหว่างเรียน พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณจัดตั้งหน่วยงานเพื่อมอบทุนการศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้กับนักศึกษาแพทย์ที่ศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ และพระองค์ยังทรงก่อตั้งสมาคมพยาบาลไทย และทรงประทานพระราชทรัพย์ ในการจัดการประชุมพยาบาลระดับชาติ เมื่อปี พ.
ศ. 2503 และทรงริเริ่มก่อสร้างโรงพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ

ในปี พ.ศ.2512 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้จัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาขึ้น เรียกว่า หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระบรมราชชนนี อันประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ แพทย์อาสา เภสัชกร และพยาบาล ที่มีความเสียสละให้การช่วยเหลือประชาชนโดยไม่คิดค่าบริการ มุ่งให้บริการและรักษาผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลหรือสถานอนามัยต่าง ๆ ซึ่งสถานที่บางแห่งตั้งอยู่บนดอย หน่วยแพทย์อาสา จะใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นพาหนะในการเดินทาง และในปี พ.ศ.2517 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อใช้จัดตั้งมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อใช้ในการเดินทางไปให้บริการรักษาประชาชนที่อยู่ห่างไกล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนพระทัยในความเป็นอยู่ของชาวเขาที่อาศัยอยู่บนดอย ห่างไกลจากความเจริญ ท่านทรงริเริ่มโครงการพัตนาดอยตุง ซึ่งมีพื้นที่ทำมาหากินในป่าและบนเขา พระองค์ไม่ต้องการให้ผืนแผ่นดินถูกทำลาย หรือประชาชนปลูกพืชผิดกฎหมาย จึงทรงแนะนำพืชผลและวิธีการเพาะปลูก ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน อีกทั้งต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ปัจจุบันพื้นที่ดอยตุงมีความอุดมสมบรูณ์ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเขาอย่างน่าภาคภูมิใจ

สังคมและสวัสดิการ

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ เป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท ในปี พ.ศ.2515 เพื่อก่อตั้งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชนชาวเขา ปัจจุบันโครงการพัฒนาดอยตุงได้รับการยอมรับว่าเป็นโครงการเสริมสร้างสังคมที่ยั่งยืน และช่วยพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ห่างไกล

เสียงตอบรับจากทุกโครงการของสมเด็จย่าที่ช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น

ทางด้านสังคมสงเคราะห์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นอยู่และทุกข์สุขของครอบครัวตำรวจตระเวนชายแดน เพราะทรงตระหนักถึงความยากลำบากและการเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องอาณาเขตและดินแดนของประเทศ ดังนั้น ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จไปพักแรมใกล้ชายแดน พระองค์จะทรงนำของขวัญและของจำเป็นไปพระราชทาน โดยใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ และหลายครั้งพระองค์ทรงชักชวนพระสหายและผู้มีจิตศรัทธาร่วมเสด็จไปด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งมิสเตอร์เฮอร์เบิร์ต และคุณหญิงอัลมา ลิงค์ ได้ร่วมเดินทางไปกับพระองค์ที่ชายแดนแถวแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และที่จังหวัดสระแก้ว พระองค์ทรงรับสั่งว่าต้องการให้ มิสเตอร์เฮอร์เบิร์ต และคุณหญิงอัลมา ลิงค์ ช่วยประสานสร้างห้องเรียนให้กับเด็ก ๆ โดยพระองค์ทรงมอบทุนที่ได้รับจากเงินบริจาค จำนวน 1,200,000 บาท เพื่อจัดตั้งมูลนิธิสนับสนุนครอบครัวตำรวจตระเวนชายแดน เมื่อปี พ.ศ. 2510 และทรงรับมูลนิธิฯ นี้ไว้ในพระอุปถัมภ์

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้ด้อยโอกาส เช่น คนพิการ คนชรา และบุคคลไร้ความสามารถ พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ มูลนิธิโรคเรื้อน จังหวัดลำปาง มูลนิธิชีวิตใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยทางจิต พระองค์ทรงก่อตั้งมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อบริจาคขาเทียมกับให้กับผู้ยากไร้

เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศเฉลิมพระนามสมเด็จพระราชชนนี ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” เนื่องด้วยพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยมิทรงย่อท้อและทรงไม่ละทิ้งประชาชนที่อยู่ห่างไกล ด้อยโอกาส และขาดที่พึ่ง

ในปี พ.ศ.2528 เพื่อเป็นเทิดทูนพระเกียรติคุณฯ รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี ให้เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ได้เปลี่ยนเป็น “วันพยาบาลแห่งชาติ” เพื่อสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการศึกษาพยาบาล และวงการพยาบาลไทย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2538 สิริพระชนมายุ 94 ปี

ท่านผู้หญิงเบ็ตตี้ ดูเมน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่านผู้หญิงเบ็ตตี้ ดูเมน – พระสหายคนสนิทของสมเด็จย่า